วันลาเอ๋ย จงเพิ่ม จงเพิ่ม จงเพิ่ม

เห็นนั่งเงียบๆ (3)

ไหนใครวันลาหมดแล้ว ยกมือขึ้น
(ผมนี่ยืนขึ้นชูมือคนแรกเลย ^^)

วันลาแต่ละปีไม่เคยพอ มีเรืองให้ต้องใช้ตลอด ส่วนใหญ่ก็ไปเที่ยวนี่ล่ะครับ
เป็นมนุษย์เงินเดือน การได้ไปเที่ยวนี่มันฟินมากนะครับ

ยิ่งได้ลาไปเที่ยวในวันธรรมดา แล้วรู้ว่าเพื่อนนั่งทำงานกันอยู่นี่ ยิ่งฟินใหญ่ 555 จิตดีมั้ยแล้วช่วงนี้ใคร ๆ ก็ไปญี่ปุ่นกัน เต็ม feed ไปหมด … เซ็งดิครับ เพื่อนจะชวนไปไหนก็อดหมด วันลาหมดไปตั้งแต่กลางปี จะขอลาป่วยไป เพื่อนดัน Tag Facebook มา

พังสิครับ T_T

ไอ้ช่องโหว่ตรงนี้แหละครับ ที่หลายบริษัท เอามาใช้เป็น campaign ในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน โดยการ “เปลี่ยนการให้รางวัลเป็นตัวเงิน หรือเป็นของแจก มาเป็นการให้วันลาเพิ่มแทน”

เอาหลักการ Marketing มาใช้ในการสร้างแรงจูงใจได้อย่างดีเยี่ยมเลย

พนักงานได้วันลาเพิ่ม ก็มีเวลาไปเทียว ไปพักผ่อน ภาษีจากรางวัลก็ไม่ต้องเสีย เพราะไม่ได้รับเป็นเงิน หรือเป็นของรางวัล WIN-WIN นะ

แต่ไม่ใช่ทุกบริษัท ที่จะเอาวิธีการแบบนีไปใช้ได้นะครับ เอาไปใช้ไม่ดูตาม้าตาเรือนี่ โดนด่าทั้งจากผู้บริหาร ทั้งพนักงานเลย

หลักการ Marketing ก็ต้องเอามาใช้ตั้งแต่เริ่มต้นเหมือนกัน วิเคราะห์กันก่อนนะครับว่าพนักงานเค้าอยากได้กันหรือเปล่า ช่วงอายุของพนักงานที่เราจะเอาไปใช้ด้วยมันเหมาะมั้ย เค้าอยากได้อะไร อยากได้เงินหรืออยากได้วันลา

บางองค์กร ไม่ได้ให้สะสมวันลา ของเก่ายังใช้ไม่หมด เพราะงานรัดตัวไม่มีโอกาสจะลาไปไหนได้ แล้วจะเอารางวัลเป็นวันลาไปให้เค้า แบบนี้ก็โดนด่าตั้งแต่ยังไม่ได้เริมเลยครับ

วิธีการนี้ อาจจะเหมาะกับพนักงานใหม่ ๆ วันลายังมีไม่มากเท่าไหร่ การได้วันลาเพิ่มไปนี่ ตาลุกวาวกันเลยล่ะครับ

และวิธีการวิเคราะห์แบบนี้ล่ะครับ ที่เราควรจะนำมาใช้เวลาที่เราจะทบทวนสวัสดิการพนักงาน อะไรเหมาะกับใคร อันไหนจะจูงใจให้พนักงานทำงานได้เต็มที่ รวมถึงสวัสดิการไหนที่จะเป็นตัวดึงให้คนอยากมาทำงานกับเรา

วันนึง Flexible Benefit ที่เป็น จะมาแทนที่การให้สวัสดิการแบบปัจจุบัน เพราะ one size fit all จะไม่มีอีกต่อไป เพราะความต้องการของแต่ละคนไม่มีใครเหมือนกันเลย

แต่วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ อีกนานแค่ไหน ต้องรอจนเกษียณมั้ย

ก็ต้องรอกันต่อไปก่อนครับ ^^

#HRTheNextGen

ผู้ชาย ลาคลอด !!!!

#HRTheNextGen

” I ve decided to take 2 months of paternity leave when our daughter arrives”

“ผมตัดสินใจลาคลอด 2 เดือน เมื่อลูกสาวของผมลืมตาดูโลกครับ”

ยินดีกับพี่มาร์คด้วยนะครับ ได้เป็นคุณพ่อคนแล้ว เหมือนจะเคยได้ยินว่ามีปัญหาอยู่หลายครั้ง จนโอกาสนี้มาถึงพี่มาร์คก็เลยเต็มกับชีวิตกันไปเลย

พี่มาร์คยังบอกอีกว่า “จากผลวิจัย พ่อที่ใช้เวลาอยู่กับลูกแรกเกิด จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่ากับทั้งเด็กและครอบครัว”

และไม่พอแค่นั้น พี่มาร์คยังประกาศให้พนักงานของ Facebook “ทั้งพ่อและแม่ ลางานเพื่อดูแลลูกได้นานถึง 4 เดือน แถมได้เงินเดือนตามปกติด้วย”

เหมารวมไปถึงคู่แต่งงานเพศเดียวกันอีกต่างหาก

จะหล่อไปไหนพ่อคู้นนนนนนน

“We want to be there for our people at all stages of life, and in particular we strive to be a leading place to work for families”

“เราอยากมีส่วนร่วมในทุกช่วงเวลาของชีวิตของพนักงานของเรา และเรามุ่งมั่นจะเป็นบริษัทชั้นนำเพื่อครอบครัว” Lori Matloff Goler – HR Director ของ FB ให้เหตผลของสวัสดิการตัวนี้

หล่อ สวย กันทั้งองค์กรจริงๆ

ผมว่าสวัสดิการนี้น่าจะทำให้เกิด Butterfly Effect ขึ้นแน่นอนครับ แต่จะ Effect มากน้อยแค่ไหน จะมาถึงประเทศไทยมั้ย เราคงต้องติดตามดูกัน

เรืองครอบครัวเป็นเรืองสำคัญ คลอดลูกทีนึงไม่ใช่แค่ฝ่ายคุณแม่ที่วุ่นวาย ฝั่งคุณพ่อก็ใช่ย่อยเหมือนกัน ถ้าผู้ชายลาดูแลลูกไม่ได้ ใจนึงก็ห่วงลูก อีกใจก็ห่วงเมีย งานก็ต้องทำ สมาธิก็คงไม่มี ผลงานก็คงออกมาไม่ดีอย่างเคยแน่

เท่าที่ผมเห็นมา ส่วนใหญ่ฝ่ายคุณพ่อก็ลางานเต็มที่ก็สัปดาห์นึงหลังคลอด จนกว่าคุณแม่จะหายเจ็บแผล หรือมีคุณตาคุณยายมาช่วยเลี้ยงหลานด้วย คุณพ่อก็๋จะมาทำงานแบบโทรม ๆ หน่อย เพราะกลางดึกต้องตื่นผลัดเวรกับเมีย เพื่อเปลี่ยนผ้าอ้อมบ้าง ปลอบลูกบ้าง เล่นกับลูกบ้าง

ผอม ตาโหล ไปตาม ๆ กัน

ถ้าบริษัทไหนจะเอามาใช้ ผมว่าได้ใจทั้งเมีย ทั้งลูกของพนักงานแน่ ๆ แต่จะได้ใจหัวหน้างานมั้ย … ลองเดาสิ 555

แต่เอาเข้าจริง ๆ (ผมว่าผมติดคำว่า “เอาเข้าจริง ๆ” นะ) 4 เดือนสำหรับคุณพ่อนี่ผมว่ามันก็นานอยู่นะ สถานการณ์จริง ๆ พนักงาน Facebook จะลาไป 4 เดือนเลยจริงๆ หรือ หายไปไตรมาสกว่าในโลกของการแข่งขันของมนุษย์เงินเดือน เพื่อนร่วมงานอาจจะก้าวหน้าไปถึงไหนต่อไหนกันแล้วก็ได้

ดังนั้น ถ้าบริษัทไทยจะนำมาปรับใช้ ก็ควรจะกำหนดช่วงเวลาในการให้สวัสดิการให้เหมาะสมด้วยนะครับ คำนึงถึงเรืองของครอบครัวพนักงาน แล้วก็ต้องคำนึงถึงบริษัทด้วย พนักงานหายไป 3-4 เดือน งานจะเดินยังไง จะต้องจ้างพนักงานชั่วคราวมามั้ย หรือหัวหน้าจะต้องแบ่งงานอย่างไรไม่ให้ผลปฏิบัติงานโดยรวมของบริษัทตกลงไป

ถ้าเป็นผมนะ ผมคงเสนอในลักษณะของการลาให้เปล่าระยะหนึ่ง อาจจะซัก 1 เดือนแรก ที่เหลือก็ให้เป็น Work at Home ไป ในกรณีที่ลักษณะงานสามารถทำแบบนี้ได้ หรืออาจจะให้เข้ามาทำงาน 2-3 วันต่อสัปดาห์ ก็น่าจะพอช่วยเหลือพนักงานได้ระดับหนึ่ง และพนักงานก็รับรู้ได้ถึงความใส่ใจที่บริษัทมีให้กับพนักงานด้วย

สวัสดิการเป็นสิ่งที่บริษัท และ HR ควรจะทบทวนเป็นระยะนะครับ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าบริษัทมีรายการสวัสดิการเป็นหางว่าว แต่สวัสดิการที่พนักงานใช้ได้จริง มีแค่หางมด เยอะไปก็ใช่ว่าดี เอาเท่าที่มีแต่พนักงานได้ใช้จริง เจ๋งกว่าเยอะครับ

#HRTheNextGen