เงินเดือนของเรา คือกลยุทธ์ธุรกิจ

เห็นนั่งเงียบๆ (53)

12.02.2016

สวัสดีวันศุกร์ก่อนวาเลนไทน์

ยังไม่หายป่วยหรอกนะ แต่วันนี้มีประชุม ชิ่งไม่ได้ซะด้วย หึหึหึ

วาเลนไทน์นี้ ยังไม่รู้จะส่งดอกไม้ ส่งของขวัญไปให้ใคร Inbox มาขอที่อยู่ผมได้นะ ผมไม่ขัดศรัทธา ถถถถถถถ

มาเข้าเรืองกันดีกว่า ปัญหาเรื่องเงินเดือนนี่ล่ะครับ ขยี้มันไปให้สุดทางกันไปข้างนึงเลย

การที่บางบริษัทจะไม่แคร์ว่า เฮ้ย เด็กใหม่ทำงานมาไม่กี่ปี เงินเดือนไล่บี้หายใจรดต้นคอรุ่นพี่ละเว้ย

การที่บางบริษัทจะไม่แคร์ว่า เฮ้ย คนรุ่นกลาง ๆ ทำงานเป็นแล้วจะค่อย ๆ ทยอยลาออกไป

ทำแบบนั้นผิดมั้ย มันก็ไม่ผิด ถ้ามันเป็นกลยุทธ์ของธุรกิจที่เค้าวางไว้ว่าอยากจะให้เป็นแบบนั้น

อย่าเพิ่งด่าผมนะ มันต้องแยกแยะ แคะออกจากกันก่อน

ถูกต้องในมุมมองของธุรกิจ แต่อาจจะไม่ถูกใจพนักงาน เพราะเรามองว่าไม่เป็นธรรมกับเรา เพราะสิ่งที่ธุรกิจต้องการอันดับหนึ่งคือกำไร อาจจะไม่ใช่การบริหารและดูแลคน

สมมตินะครับสมมติ

ถ้าธุรกิจวางเกมไว้ว่า อยากให้องค์กรเป็นองค์กรรุ่นใหม่ไฟแรงอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่ผิดที่เค้าจะวางเกมการจ่ายเงินเดือนตอนเข้ามาใหม่ ๆ ให้สูงเข้าไว้ การขึ้นเงินเดือนใน 1-5 ปีแรกหวือหวามาก แต่พอเข้าปี 6 เป็นต้นไป ปรับเงินให้นิดนึง ให้พอรู้ว่านี่ปรับแล้วนะไมไ่ด้หวือหวาอีกต่อไปละ ใครมีที่ไปทางไหนที่ดีกว่าก็ไปได้เลย เรายินดีและส่งเสริมให่ไปแบบเงียบ ๆ

ในขณะที่อีกธุรกิจนึง เด็กจบใหม่ หน้าใส ๆ เก่งมาจากไหนก็ได้เงินเดือนมากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำนิดนึง ช่วงปีแรก ๆ ก็ปรับเงินเดือนขึ้นไม่หวือหวา ถ้าใครฝีมือไม่ไหว จะถอดใจ ย้ายสังกัดไปอยู่ทีอื่นก็ไม่ว่ากัน แต่พอเข้าปีที่ 6 ไอ้ที่เข้่ามาพร้อม ๆ กันก็หายไปเกือบหมดละ เอาล่ะว่ะ ไอ้คนนี่ล่ะ อยู่ทน อยู่นาน แล้วก็เก่งได้ตามที่เราฝึกเป๊ะ ดันขึ้นมาเป็นผู้บริหาร เงินเดือนพุ่งขึ้นมาเป็นเท่าตัว

แบบแรกดึงคนใหม่ เพราะความสดใหม่ หัวใจขององค์กร

แบบสองกรองคนที่ไม่น่าจะใช่ออกไป เหลือไว้แต่คนที่ใช่เท่านั้น

มันคือกลยุทธ์ขององค์กร

แต่ละที่ ก็มีแนวทางของใครของมัน ไม่ได้มีแค่ 2 แนวที่ผมบอกหรอกนะครับ อยู่ที่ว่าเรามองออกหรือเปล่า ถ้าเรามองออก เราก็จะรู้่ว่า บ่นให้ตาย ด่า ประชดประชันแค่ไหน ถ้าเราไม่ใช่เค้าก็ไม่แคร์อยู่ดี

แล้วเราจำเป็นต้องแคร์เค้ามั้ย อันนี้ก็คงแล้วแต่เงือนไขของแต่ละคนนะครับ

เราคงไปบังคับให้ใครมาแคร์เราไม่ได้ โบกแท็กซี่ แท็กซี่ยังไม่รับเราทุกรอบเลย ในเมือแท็กซี่ไม่รับเรา เราก็ต้องหาทางไปด้วยวิธีอื่นแทน และที่ดีทึ่สุดคือมีรถเป็นของตัวเอง ต้องพัฒนาตัวเองให้ไปที่ไหน ๆ ก็ได้ด้วยตัวของเราเองนี่แหละครับ เจ๋งที่สุดละ

อ่านเกมให้ขาด รู้จักตัวเองให้มาก แล้วก็ประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่เข้าข้าง ไม่หลงตัวเองจนทำให้เราไม่ยอมที่จะพัฒนา

ทีนี้ จะไปไหน จะอยู่ที่ไหน ก็สบายทั้งนั้นละครับ เชื่อผมสิ

#HRTheNextGen

จะจ้างคนใหม่ สนใจทำไมคนเก่า

เห็นนั่งเงียบๆ (52)

10.02.2016

คุยดีๆ ได้วันตรุษจีนวันเดียว พอเอาเรืองเงิน ๆ ทอง ๆ มาคุยทีไรนี่ เพจร้อนฉ่าทุกที กลับมาเป็น HR สาย Dark เหมือนเดิม 555

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ละ สุมไฟมันเข้าไปอีกดีกว่า ผมนี่โรคจิตใช้ได้เลยนะ

เอาหลักการก่อนเนอะ

หน้าที่ของเงินเดือนคือ “ดึงดูด” คนให้อยากมาทำงานด้วย “รักษา” คนเก่งให้อยู่กับบริษัท และ “จูงใจ” ให้คนในบริษัทอยากจะแสดงฝีมือ อยากทำให้ดีที่สุดเพือให้บริษัทได้ผลกำไร

ผู้บริหาร HR หรือบริษัท จะต้องรักษา Balance ของทั้ง 3 ส่วนนี้ให้ดี ซึ่งไม่ง่ายเลย

และที่สำคัญการจ่ายจะต้องเป็นธรรมด้วย

สมมตินะครับสมมติ

บริษัท Next Gen หาคนใหม่ ๆ มาทำงานไม่ได้ซะที ไปทำ Survey ข้อมูลมา เงินเดือน Start เด็กจบใหม่ซิง ๆ เลยเนี่ยตลาดจ่ายอยู่ 25,000 บาท บริษัท Next Gen จ่ายอยู่แค่ 18,000 บาท โห ห่างตั้งเยอะ มิน่าถึงไม่ได้เด็ก

รออะไรล่ะ ปรับ Starting Salary สิ จะได้ “ดึงดูด” เด็กใหม่ ๆ เข้่ามาไง นี่เลยปรับเป็น 25,500 เลย ชนะตลาดด้วย เด็กมาด้วย

เด็กก็มาจริง ๆ ตามทฤษฎีเป๊ะเลย แต่…… ไอ้คนเข้ามาก่อนหน้าปีนึง เป็นรุ่นพี่มหา’ลัย ได้เงินเรทก่อนปรับ

รุ่นน้องได้ 25,000 รุ่นพี่ได้ 18,000 ….ชิบหอยล่ะ แถมรุ่นพี่ยังต้องสอนรุ่นน้องทำงานอีกแหนะ ถ้าผมเป็นรุ่นพี่ ผมจะมีกะใจจะสอนมั้ย ?

แบบนี้เรียกว่าใช้กลยุทธ์เงินเดือน “รักษา” คนไว้อยู่เหรอ เรียกว่า “จูงใจ” ให้คนอยากทำดีเพื่อบริษัทอยู่เหรอ

ผมยกตัวอย่างให้สุดโต่งไว้นะ สถานการณ์จริงคงไม่มีขนาดนี้หรอกมั้ง

เอ๊ะ หรือจะมี ^^

ผมเชื่ออยู่นะเสมอนะ ว่าทุกแผนการจ่าย ทุกกลยุทธ์การจ่ายมันมีเหตุผลเสมอ จะเป็นเหตุผลทีมีแรงผลักจากบริหาร จากตลาดแรงงาน หรือจากตัวพนักงานเองก็ตาม แต่ไม่ว่ายังไง ผมอยากให้มองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้รอบด้านที่สุดด้วยนะครับ

อย่างกรณีที่ผมสมมติมาเนี่ย ผลกระทบที่เกิดขึ้น มันชัดเจนว่าไม่เป็นธรรมกับคนที่ทำงานมาก่อน ถึงเราจะบอกเสมอว่า เฮ้ย เงินเดือนเป็นความลับนะ ห้ามบอกกันนะ ใครเอาไปบอกกันถือว่าเป็นความผิด โดนไปเตือนนะเว้ยเฮ้ย

นั่นมันปลายเหตละครับ ต้องดูที่ต้นเหตด้วยว่าเค้าได้รับผลกระทบจริงใช่มั้ย อย่ามองว่าผลกระทบนั้นไม่สำคัญ ลองคิดดูว่าพนักงานที่อยู่มาก่อน ทำงานเป็นแล้ว คล่องแล้ว เก่งแล้ว ไว้ใจได้ อยู่ ๆ มีเด็กหน้าใหม่มาได้เงินเดือนใกล้กันหรือสูงกว่าเรา จะรู้สึกยังไง จะท้อมั้ย แล้วถ้าท้อจนลาออกจะทำไง

หรือไม่แคร์ ?

คนลาออกคนนึง ต้นทุนมันเยอะนะผมว่า กว่าจะหาคนมาแทนได้ กว่าจะเทรนให้ทำงานได้ รับมาใหม่ก็จ่ายแพง ทั้งต้นทุนทางตรง ต้นทุนแฝงไม่น้อยนะครับ

แล้วอีกอย่าง เราอยากให้บริษัทเป็นเหมือนโรงเรียนสอนฝึกคนเก่งเหรอครับ รับเข้ามา พอฝึกจนเก่ง แต่ไม่รักษาเค้าไว้ ส่งเค้าออกไปทำงานให้บริษัทอื่น อย่าคิดว่าพนักงานลาออกเพราะแรงดึงอย่างเดียวนะครับ แรงผลักก็มีอยู่เยอะเหมือนกันนะ

วิธีการแก้ไขมีครับ ปรับให้เด็กใหม่แล้วก็ต้องหันกลับมามองคนเก่า ๆ ด้วยว่าขี่กันไปถึงไหนแล้ว จะใช้วิธีปรับแบบไหน จะปรับเป็นเปอร์เซ็นต์ ปรับตามอายุงาน ปรับแบบมีเงือนไข ก็คงขึ้นกับสถานการณ์ ผลกระทบ

และงบประมาณที่มี

ผมเข้าใจคนทำธุรกิจนะ #เงินเดือนพนักงานมันเป็นต้นทุน#ถ้าต้นทุนเราสูงเราก็แข่งขันกับคนอื่้นไม่ได้ ขายไม่ได้ บริษัทขาดทุน เจ๊งขึ้นมา ก็ไม่ต้องมากังวลว่าใครได้มากกว่าใครละ แยกย้ายกันไปคนละทิศละทางแน่นอน

#งานHRนี่ไม่ง่ายเลยนะ

#HRTheNextGen

เงินเดือนเท่าไหร่ ทำไมต้องเป็นความลับ

เห็นนั่งเงียบๆ (46)

09.02.2016

“น้องคะ เงินเดือนเป็นเรืองส่วนบุคคล และถือเป็นความลับระหว่างบริษัทกับน้อง ห้ามบอกให้ใครรู้นะคะ”

แต่พอไปกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ ทำบัตรเครดิตก็ต้องให้ข้อมูลเค้าอยู่ดี

คนในห้ามรู้ แต่คนนอกรู้ได้

ตอนผมเข้ามาทำงานใหม่ ๆ วันแรกเจอข้อห้ามแบบนี้ไปก็ํยังไม่ get หรอกนะครับว่าทำไมต้องห้าม เพราะกลับบ้านไปแม่ถามก็บอกแม่ เพื่อนถามก็บอกเพื่อน ก็ไม่รู้เหตผลอ่ะ พี่ HR ก็ไม่ได้่บอกหนิว่าทำไมต้องห้ามบอก

พอได้ทำงานก็ได้รู้ว่า เงินเดือนมันเป็นกลยุทธ์นึงในการบริหารคน เป็นแรงจูงใจให้คนตั้งใจทำงาน ทำดีกว่าจ่ายแบบคนที่ทำดีกว่า ทำดีรองลงมาก็จ่ายแบบรองลงมา ที่ไม่ให้บอกเพื่อนร่วมงาน เพราะไม่อยากจะให้อิจฉากัน

เราได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ เพื่อนได้เท่าไหร่นี่สิ สำคัญกว่า ^^

ตามสันชาตญานคนเราเนี่ย ยิ่งลับเท่าไหร่ยิ่งอยากรู้จริงป่ะครับ สมัยที่ยังไม่ได้ทำเรื่องที่เกียวกับเงินเดือนนี่อยากรู้มากเลยนะ

ไม่ได้ว่าอิจฉาหรืออะไรหรอกนะครับ แต่อยากรู้ว่า ถ้าขยัน ถ้าเก่ง จะได้มากกว่าที่ได้ปัจจุบันแค่ไหน คุ้มมั้ยที่จะสละความขี้เกียจ 5555 พอได้มาทำงานเรืองโครงสร้่างค่าจ้าง กลยุทธ์การจ่าย ทีนี้ไม่อยากจะรู้เลย เยอะเกิน ขี้เกียจ เอิ้ก ๆ ๆ ๆ

เมื่อวานแว้บเข้าไปหาไอเดียใน pantip มา ก็เจอกระทู้นีครับ

การห้ามบอกเงินเดือน ประโยชน์ของตัวคุณหรือประโยชน์ของบริษัท
(ตามไปเสพได้ตาม Link : http://goo.gl/yNmWBl)

เออ เนอะ ผมไม่เคยนึกถึงประเด็นนี้เลย บริษัทได้ประโยชน์แน่ ๆ ยิ่งเป็น HR ยิ่งเข้าใจดี แต่ทีนี้พอต้องมองในมุมของพนักงานล่ะ พนักงานได้อะไร แล้วถ้าพนักงานไม่รู้เงินเดือนกันเอง พนักงานจะเสียประโยชน์อะไรมั่ง

น่าคิดนะครับ HR

ในกระทู้มีการให้ความเห็นที่หลากหลาย หลายความเห็นผมชอบมากเลย ลองไปเปิดดูนะครับ ใครที่มีข้อสงสัยในกระทู้่น่าจะมีคำตอบที่ตรงใจหลายความเห็๋นเลย

ทีนี้ลองกลับมาคิดที่ต้นตอของปัญหา ทำไมเราถึงอยากรู้เงินเดือนของคนอื่นล่ะ ผมคิดเร็ว ๆ ได้ว่า เพราะเรากลัว หรือเราระแวงว่า บริษัทจะมีจ่ายที่ไม่เป็นธรรมใช่มั้ย คนใหม่ได้มากกว่าคนเก่าใช่มั้ย คนนั้นทำงานก็ไม่เห็นจะดี เราทำงานดีกว่า หนักกว่าตั้งเยอะ เราได้มากกว่าเค้าแค่ไหนกัน

น่าคิดนะครับ HR ^^

หลาย ๆ ครั้งก็เป็นจริงอย่างนั้น ถ้า HR หรือบริษัทไม่ได้มีโครงสร้างการจ่าย โครงสร้างค่าจ้างที่ชัดเจน ถึงโครงสร้างพวกเนี้ยจะไม่สามารถบอกให้พนักงานรู้โดยละเอียดได้ แต่เราก็ยังพอมีหลักที่จะตอบพนักงานได้ เพราะหลักการสำคัญของโครงสร้างค่าจ้างคือ ความยุติธรรมในการจ่าย

แต่ถ้าโครงสร้างก็๋มีแล้ว การสื่อสารการอธิบายก็มีหลักการที่ชัดเจนแล้ว อธิบายเป็นรายบุคคลโดยไม่ต้องไปพาดพิงคนอื่นได้ แต่ก็ยังคงมีพนักงานที่ไล่ถามเงินเดือนคนนั้นที คนนี้ทีอยู่ ปัญหาอยู่ที่ตัวของคนนั้นละล่ะครับ ก็ต้องเรียกมาทำความเข้าใจกันใหม่ ว่าปัญหามันอยู่ที่อะไรกันแน่

เงินเดือนผลตอบแทน เป็นเป้าหมายหลักของการทำงาน ใคร ๆ ก็อยากได้เยอะทั้งนั้น ผมก็อยากนะ แต่ถึงจะอยากได้เยอะแค่ไหนก็คงต้องอยู่ในกรอบ ในกฎเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด ขอแค่มั่นใจว่าบริษัทไม่ได้เบียดเบียนเอาเปรียบมนุษย์เงินเดือน บริษัทอยู่ได้ผมก็อยู่ได้ เอาสิ

แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าไง เงินเดือนมันควรเป็นความลับมั้ย ลับแล้วได้อะไร เสียอะไร ลองแชร์กันหน่อยสิครับ

#HRTheNextGen

บริษัทให้อะไรดีๆ กับเราบ้าง

12647042_973186542749294_7378563647754320_n

08.02.2016

ตรุษจีน ต้องสีแดง

วันนี้ก็เลยขอเนียนเปลี่ยน Gimmick ให้เป็นสีแดงกับเค้าด้วย เอาฤกษ์ เอาชัย เฮง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

บริษัทไหนได้หยุดงานบ้างครับ หรือมีใครหยุดต่อเองมั่ง วันนี้ผมมีประชุมบ่าย เช้าก็ยังงานแน่นเหมือนเดิมเป๊ะเลย

ทำงานหนักวันตรุษจีน ปีนี้ผมจะงานแน่นทั้งปีใช้มั้ย T_T

ตรุษจีนอย่างนี้ เราต้องงดพูดอะไรที่ไม่ดีจริงมั้ยครับ โพสท์ทั้งหลายส่วนใหญ่ของผมเนียก็บ่นนู่นบ่นนี่ไปเรื่อย นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่โดน อันโน้นห่วย อันนี้กาก โคตรขี้บ่นเลย

ผมก็เข้าข้างตัวเองนะว่าพฤติกรรมพวกนี้มันก็เป็นเรืองปกติของคน จุดดำ มักจะเห็นง่ายกว่าจุดขาวเสมอ เวลาบริษัททำอะไรไม่ถูกใจเรา HR ออกนโยบายมาให้การทำงานยากขึ้นกว่าเดิม เราก็ขึ้นเลย บ่นออกสื่อบ้าง นินทากันมั่ง ประท้วงไม่ทำงาน ประชดประชันจะลาออกละเว้ย ไม่อยู่แม่มแล้ว

ทีนี้พอบริษัทมีปัญหา ต้องลดคน ก็จะมีแผนให้ Early Retire ลาออกได้ให้เงินด้วยเอ้อ ส่วนใหญ่ที่บ่น ๆ นี่จะเงียบนะ ไม่หือไม่อือ แต่พวกที่ยื่นคือคนที่บริษัทบอกว่าอยู่เหอะนะ ช่วยเราก่อน อย่าหนีไปพี่ไหนเลย ฮักกันมาแต่โดนแล้วนะ

ไถลไปไกลอีกละ กลับมาเข้าเรืองเหมือนเดิม เพราะวันนี้ต้องพูดเพราะ ๆ ^^

ลองกลับมาย้อนมองดูมั่งดีมั้ยครับ ว่าเราได้อะไรจากบริษัทมาแล้วบ้าง น้องใหม่ที่เพิ่งจะทำงานอาจจะเห็นไม่ชัดเนอะ แต่พี่ ๆ ที่ทำงานกันมาหลายปีละอาจจะเห็นภาพมากกว่าว่า บริษัทที่เราบ่น ๆ กันมาตลอดเนี่ย ก็ให้อะไรเรามาเยอะเหมือนกันนี่หว่า

หาเงินใช้ด้วยตัวเองครั้งแรกก็ที่นี่

ซื้อรถคันแรกด้วยเงินตัวเอง ก็เงินจากที่นี่

ได้เจอศิลปินที่ชอบมาก ๆ ก็จากที่นี่

ซื้อบ้านหลังแรกด้วยเงินตัวเอง ก็เงินจากที่นี่

ขึ้น Business Class ครั้งแรก ก็จากที่นี่

มีแฟนคนที่ xxx ก็จากที่นี่ ^^

ความรู้และประสบการณ์อีกเป็นกอง Connection ที่จะไว้่ใช้ในอนาคตก็จากที่นี่

และเพื่อนที่ดีก็ได้จากที่นี่เหมือนกัน

เหรียญมี 2 ด้าน การทำงานทุกที่มันก็มีดีมีแย่ปะปนกันไป บางช่วงทุกอย่างก็ดีใจหาย บางเวลาก็เรือหาย แย่ไปซะหมด แต่มันก็ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างนั้นไปตลอดหรอกจริงมั้ยครับ

ถ้าเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกไม่ Happy ก็ลองมองหาสิ่งดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นดูนะครับ เปลียนมุมคิดซักนิด ชีวิตอาจจะดีขึ้นได้อีกหน่อย ^^

อวยพรกันอีกที ปีใหม่ (จีน) แล้ว ก็ขอให้เจอแต่เรืองดี ๆ ครับ ใครค้าขายก็ขอให้ขายดิบขายดี ขยายกิจการกันไปให้ทั่วทิศทั่วแดน

ส่วนมนุษย์เงินเดือนก็ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่เราทำอยู่ แต่ละคนมีเงื่อนไขความสุขที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว บ้างอยากได้รายได้เยอะ ๆ เพราะมีภาระที่ต้องดูแลเยอะ บางคนอาจจะขอแค่มีหัวหน้าที่ดี ที่คอยผลักดันให้เราเติบโต หัวหน้่าก็อยากได้ลูกน้องเก่งที่เชื่อฟัง และทำงานได้เองโดยไม่ต้องจ้ำจี้จำไช หรือแค่อาจจะอยากมีเพื่อนร่วมงานที่ดี ไม่ขัดแย้่งกัน ไม่แย่งหญิงกัน ผู้ชายคนนั้นชั้นจองแล้วแกอย่ายุ่ง

ก็ขอให้สมหวัง และมีความสุขไปกับชีวิตการทำงานในทุก ๆ วันนะครับ

#วันนี้พูดดีคิดดีทำดี

#พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่เนอะ

#HRthenextgen

One Size Fit All ?

เห็นนั่งเงียบๆ (40)

06.02.2016

สวัสดีสายวันเสาร์ครับ

นี่ลุกจากเตียงก็เปิด Facebook เลยนะ ผมว่าผมต้องติด social แน่ ๆ เลย

#เพิ่งรู้ตัวเหรอวะ

ย้อนไป Post แรก ๆ ของเพจ ผมเคยพูดถึงเรือง career landscape ไว้ว่าเป็น trend ใหม่ของคนยุคนี้

ใครยังไม่ได้อ่าน ลองย้อนไปดูนะครับ ตาม Link นี้เลย
http://goo.gl/ILxDNH

ทีนี้ผมก็เกิดคำถามขี้นมาว่า เฮ้ย ถ้าการเติบโตทางกว้างแบบนี้ ไม่ได้เติบโตแนวตั้งเหมือนที่เราคุ้นเคยกัน จาก Officer เป็น Supervisor แล้วไปเป็น Manager มาเป็นแนวนอน จาก HR ไปทำ CSR ไปทำ Marketing Communication ไปทำการเงิน

แบบไหนใช่มากกว่ากัน ?

ถ้าต้องตอบแทนคนทั้งโลก ผมตอบไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน หลายคนคิดไปว่า เฮ้ย เด็กใหม่ Gen ใหม่ ต้องการแบบสองแน่ ๆ เลย ได้ประสบการณ์ใหม่ไปเรือยๆ ไม่น่าเบื่อไม่จำเจ ชอบการเปลี่ยนแปลงเสมอ

บางทีเวลาเราอ่านเรืองพวกนี้ ก็ทำให้เพลินจนคิดอะไรแบบเหมารวมไป ผมมั่นใจว่าไม่ใช่เด็กรุ่นใหม่ทั้งหมดที่จะคิดแบบนี้ แล้วการคิดแบบนี้คนอายุเยอะ ๆ ก็อาจจะอยากได้งานที่ท้าทายเหมือนกันนะ

ถึงแม้ว่าเด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะชอบงานที่ท้าทาย อยากเปลี่ยนงานบ่อย ๆ แต่ก็ยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่มองว่าการรู้ลึกรู้จริง เป็นมืออาชีพในงานนั้น ๆ ก็เป็นจุดขายให้เค้าได้เหมือนกัน อย่างเช่น พูดถึงเรือง HR ปั๊บ ก็นึกถึง HR The Next Gen เลยงิ

#การบริหารคนทำให้ทุกคนพอใจมันเลยไม่ง่าย#OneSizeไม่เคยFitAll

งั้นแสดงว่าการวางกฏระเบียบ เงื่อนไขต่าง ๆ ก็ควรจะหลากหลาย ตอบโจทย์คนทุกคนสิ !!!

อันนี้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ครับ ยิ่งคาดหวังสูงก็ยิ่งผิดหวังมาก

ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นเจ้าของบริษัท หรือเป็นผู้บริหาร เราอยากจะดูแลพนักงานของเราอย่างดีที่สุด เท่าที่โอกาสและเงือนไขต่าง ๆ จะเอื้ออำนวย แต่จะให้ทุกคนได้ทุกอย่างอย่างที่ต้องการทั้งหมดมันก็เป็นไปได้ยาก พาลูกไปกินข้าวในห้าง คนนึงอยากกินไก่ทอด คนนึงอยากกินชาบู อีกคนอยากกินไอติม ถ้ามี Food Court เราก็คงพาเดินไป Food Court เพราะน่าจะมีให้เลือกเยอะ แต่ขนาด Food Court ก็ยังไม่มีชาบูอยู่ดี

พยายามเต็มที่ก็ยังคนผิดหวัง

HR หรือผู้บริหาร เมือ่ไหร่ที่มีการกำหนดระเบียบ หรือเงื่อนไขอะไรมาใช้กับพนักงาน ก็ต้องหาให้เจอนะครับ ว่าคนที่มีโอกาสจะผิดหวังอยู่ที่ไหน แล้วจะทำอย่างไร ให้เค้ารู้สึกดีขึ้นได้ เพราะถ้าเราเป็นเค้า เราก็คงเซ็งไม่น้อยเหมือนกัน

#ใจเขาใจเราครับ

#HRthenextgen