HR ต้องรู้งาน HR สิ

เห็นนั่งเงียบๆ (39)

05.02.2016

ช่วงนี้ผมไม่มีความสุขกับวันศุกร์เลย มันมาเร็วเกิน ทำงานไม่ทัน T_T

#ขอโทษอีกแล้ว #Inboxเยอะมากผมอ่านไม่ทันจริงๆแต่จะพยายามนะครับ

วันนี้ผมขอคุยเรืองระเบียบกติกางาน HR ในมุมของคนทำงาน HR มั่งเนอะ แต่ถึงไม่ใช่ HR ก็เข้ามามุงกันได้ครับ เววคั่ม ^^

ที่ผมบอกไปว่า ถ้าพนักงานมาถามเรื่องทำยังไง ถึงจะได้ Promote ผมว่าเป็นหน้าที่ของ HR นะที่จะต้องบอกเค้าไป สมัยผมเป็น HR Business Partner มีพนักงานใหม่เข้ามา ผมบอกหมดนะว่าลำดับขั้นที่เค้าจะเติบโตเป็นยังไง จากระดับนี้ไปถึงอีกระดับนึงใช้เวลาเฉลี่ยเท่าไหร่ ความสามารถอะไรที่จะช่วยให้เติบโตได้เร็วขึ้น โตแล้วดียังไง

ลองนึกว่าเราเป็นเค้าอะครับ เราอยากรู้่อะไร เค้าก็น่าจะอยากรู้เหมือนกัน ถูกมั้ย

ขอยกเว้นไว้นิดนึงว่า HR ก็ต้องรู้ขอบเขตด้วยนะครับ ว่าอะไรบอกได้ อะไรบอกไม่ได้ บางอย่างก็เป็นความลับในเชิงบริหาร แยกให้ได้นะครับ

เท่าที่ผมเคยเจอมา ไม่สิ เคยเป็นนี่ล่ะ คือกลัวคำถาม เช่น พี่ HR ครับ ทำไมต้องอายุ 35 ปี ถึงจะมีสิทธิ์ได้เลื่อนเป็นหัวหน้าอ่ะครับ เพราะอะไรพี่

ตอนที่เป็น HR ใหม่ ๆ ผมก็ตอบไม่ได้นะ เพราะไม่มีใครบอก ผมก็ตอบไปแบบเด็กใส ๆ ว่า มันเป็นนโยบายน่ะ ทำแบบนี้มาตั้งนานละ ก็น่าจะเหมาะสมกับตำแหน่งล่ะเนอะ

เป็นคำตอบที่ไม่หล่อเอาซะเลย ซึ่งผมไม่ชอบเลยเวลาตอบอะไรไปแล้วไม่หล่อเนี่ย

สิ่งที่ HR รุ่นใหม่ ไม่สิ จริง ๆ ก็ต้อง HR ทุกรุ่นล่ะครับ ควรจะทำคือตั้งคำถามว่า เฮ้่ย ทำไมต้องเป็นแบบนี้ล่ะ เพราะอะไรถึงกำหนดเงื่อนไขแบบนี้ขึ้นมา

ผมมีความเชื่ออยู่อย่างว่า ทุกเงื่อนไขที่ถูกตั้งขึ้น มันต้องมีที่มาที่ไป และมีวัตถุประสงค์ของงานนั้น ๆ ซ่อนอยู่เสมอ ไม่มีทางที่บริษัทจะทำอะไรแค่เพื่อให้มันมีขึ้น แต่มันต้องตอบโจทย์อะไรซักอย่างแน่ ๆ แล้ววัตถุประสงค์ก็จะเป็นตัวบอกว่า เราทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร แล้วสุดท้ายได้อย่างที่คาดหวังมั้ย

พี่ ๆ HR ก็ต้องถ่ายทอดข้อมูลให้กับน้อง ๆ HR ด้วยนะครับ อย่าบอกแค่ว่า เฮ้ย ก็ทำกันมาอย่างเงี้ยแหละ เอ็งก็ทำไปเหอะ อย่าถามมากเลย เสียเวลาทำงานป่าว ๆ

แบบนี้ไม่เจ๋งเลยครับ

ยิ่งบอกว่าก็ทำมาอย่างนี้นานแล้ว เคยคิดมั้ยว่าเงื่อนไขแบบนี้ในปัจจุบันยังจำเป็นอยู่มั้ย แล้วถ้าไม่จำเป็นจะมีไปทำไมใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์จากเงือนไขนี้ แล้วบริษัทจะได้อะไร

สมัยนู้น เราอยากให้คนอยู่กับองค์กรนาน ๆ ก็เลยตั้งธงไว้ว่าอายุ 35 จะได้รับพิจารณาปรับขึ้นเป็นหัวหน้า ซึ่งสมัยก่อนข้อมูลเรืองตำแหน่งงานว่างอาจจะเข้าถึงได้ไม่ง่ายเท่าสมัยนี้

ลองเอาเงื่อนไขนี้มาใช้ตอนนี้สิครับ จะมีใครที่เข้ามาทำงานตั้งแต่อายุ 21-22 แล้วรอไปสิบกว่าปีเพื่อที่จะได้เป็นหัวหน้า เจอเงื่อนไขนี้เข้าไป 4-5 ปีก็ลาออกไปเป็นหัวหน้างานบริษัทอื่นกันหมดละครับ

งาน HR มัน Dynamic นะครับ อย่าอยู่นิ่ง ๆ นาน เพราะพนักงานเค้าไม่นิ่งไปกับเราด้วย เมื่อไหร่ที่เราเสียคนดีคนเก่งไป เพราะเงื่อนไขของ HR ไม่เอื้อให้เค้าเติบโตได้ จะเสียดายก็ไม่ทันแล้วล่ะครับ

#มาตั้งคำถามในงานHRกันดีกว่าครับ #เพราะHRต้องรู้งานHR

#คำถามแรก #ทำไมต้องมีHR

#HRthenextgen

เก่งอย่างเดียวไม่พอ

เห็นนั่งเงียบๆ (38)

04.02.2016

ตื่นสาย ทุกอย่างสายหมด T_T เมื่อคืน 3 event ต่อเนื่อง เช้านี้ยังมีประชุมอีก 3 match

ชีวิตดี๊ดี …….

ไหนเมือวานใครไปลองถามสาวยาคูลท์มั่งครับ (เหอะ มุกกาก ๆ ผมก็กล้าเล่นนะ) เอาจริงจัง ใครไปลองถาม HR มามั่งครับว่าบริษัทเรามีวิธีการในการพิจารณายังไง แล้ว HR ให้คำตอบว่ายังไง

“โอ้ย ไม่รู้หรอก จะรู้ไปทำไม เดี่ยวถึงเวลาก็ได้ปรับเองแหละ”

“ไปถามหัวหน้าน้องสิ มาถามพี่ทำไม”

“เฮ้ย พี่ก็ไม่รู้ว่ะ ถ้าน้องรู้น้องมาบอกพี่หน่อยนะ”

HR อย่าตอบแบบนี้เลยนะครับ อย่าหวงข้อมูล อย่ากลัวว่าถ้าพนักงานรู้แล้วเราจะไม่มีความสำคัญ อย่าคิดว่าการถือความลับไว้เยอะ ๆ คือเจ๋ง เพราะการทำแบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้บริษัทมีกำไรเยอะขึ้นเลย พนักงานก็ไม่ได้รู้สึกดีกับ HR แบบนี้

อะไรบอกได้บอกเถอะ แต่ถ้าบางบริษัทไม่มีอะไรจะบอก ไม่มีกฎหรือระเบียบการปรับตำแหน่ง ก็ต้องบอกไปตามตรงเลย “เฮ้ย แล้วแต่ผู้บริหารเลยว่ะ พวกพี่แค่ทำตามคำสั่งเค้า”

ทีนี้บางบริษัท มีการสร้างเงื่อนไข สร้างกฎเกณฑ์การปรับระดับไว้เป็นหน้ากระดาษเลย ตำแหน่งนี้ขึ้นไปตำแหน่งนี้ต้องมีคุณสมบัติยังไง ต้องอยู่มานานแค่ไหน ต้องผ่านงานไหนมาก่อน ต้อง ต้อง ต้อง ต้อง …….

หัวหน้า : โหน้อง จะปรับเด็กพี่ขึ้นตำแหน่งคนนึง ทำไมเงื่่อนไขมันเยอะขนาดนี้อ่ะ

HR : ก็เอาไว้ป้องกันเด็กเส้นไงพี่ ไม่ใช่จะดันไม่ลืมหูลืมตา ต้องดูด้วยว่าดันขึ้นไปแล้วทำงานได้จริงรึเปล่า

หน้าที่ของ HR ก็มีตรงนี้ล่ะครับ สร้างเงื่อนไขที่เหมาะสม การเมืองมีทุกที่ล่ะครับ เด็กคนนั้น สายคนนี้ ถ้าไม่มีการสร้างกฎกติกาไว้เลย อยากดึงคนไหนขึ้นมาก็ดึง ไม่ได้ put the right man to the right job โอกาสที่องค์กรจะปั่นป่วนมีเยอะมาก

แน่นอนว่าแต่ละบริษัทก็มีกฎที่ไม่เหมือนกันแน่ ๆ แต่ถ้าให้ผมเดา ผมว่ามีอยู่ 3 ส่วนหลัก ๆ คือ หนึ่งคือ อยู่ตำแหน่งเดิมมากี่ปีละ ถึงเวลาที่จะต้องขยับรึยัง สองคือ ถ้าจะให้ขยับ ความสามารถถึงยัง เก่งพอ เจ๋งพอ เอาอยู่ใช่มั้ย และสุดท้าย คนอื่น ๆ ยอมรับมั้ย ?

ข้อแรกกับข้อที่สอง ผมว่ามันพอมองด้วยตาเปล่าได้ มีข้อมูลอายุงาน ข้อมูลผลงานย้อนหลัง 3 ปี 5 ปี 10 ปีเป็นข้อพิสูจน์ว่า เออ ไอ่เนี่ย เก่งจริง แต่การได้รับการยอมรับจากคนอื่น ๆ ล่ะ ดูยังไง

หลายองค์กร หลายบริษัท ใช้การประเมิน 360 องศา ตัวช่วย ให้คนรอบข้างประเมินมาดิ๊ ว่าไอ่แอดมินเนี่ย เป็นคนยังไง ทำงานเก่ง แต่นิสัยห่วย ปากเสียรึเปล่า เข้ากับคนยากรึเปล่า ลูกน้องแอนตี้รึเปล่า

ถ้าผลประเมินออกมาแนวนี้ จะกล้า Promote ขึ้นไปตำแหน่งสูงอยู่มั้ย ?

หรือถ้าผลประเมินออกมา ทุกคนรักหมดเลย จิตใจดีเอื้อเฟือเผื่อแผ่ แต่ทำงานกากมาก ไม่มีความรับผิดชอบ จะกล้า Promote มั้ย ?

คนที่โคตรเจ๋ง แต่ไม่ได้ promote ซะที อย่าเพิ่งเอาแต่โทษว่าเป็นเพราะการเมือง เพราะเลียแข้งเลียขานายไม่เป็น แต่ต้องดูด้วยว่าเราได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างมากน้อยแค่ไหน คนรอบข้างเรามีทั้ง ข้างบน ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา ข้างหน้า ข้างหลัง การสร้าง connection เอย networking เอย ก็เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานไม่น้อยไปกว่าความสามารถที่ติดตัวเราเลยนะครับ

ส่วนคนที่ connection ดีจัด รู้จักคนใหญ่คนโตเยอะแยะ จับพลัดจับผลูได้ promote ขึ้นมา ก็อย่ามัวแต่ดีใจ เพราะคุณน่าจะรู้ตัวเองดีว่าคุณยังขาดความเก่งในงานอยู่ ถ้าไม่รีบพัฒนา คนอื่นจะมองว่าจับฉลากมาเป็นหัวหน้าก็ว่าเค้าไม่ได้นะครับ

ส่วนผู้บริหาร คิดจะ Promote ใครซักคน ก็ต้องเล่นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ยิ่งคนไหนที่รักมาก ลูกรักเบอร์ต้น ๆ ยิ่งต้องระวังให้มาก ถ้าอยากให้เค้าโตแบบภาคภูมิใจ ก็ต้องหาวิธีให้เค้าได้รับการยอมรับจากคนอื่นด้วย

เฮ้อ จะได้ promote ทีนี้มันยากเนอะ เป็น HR Officer ตัวเล็ก ๆ แบบผมก็สบายดีนะ

#สัญญาว่าพรุ่งนี้จะไม่สายอีก

#HRthenextgen

Promote ผมซะทีสิครับ

เห็นนั่งเงียบๆ (37)

03.02.2016

ทำไมไอ่นี่ได้ Promote แล้วข้าไม่ได้ Promote วะ ?

Promote หรือ Promotion ก็คือการปรับระดับ เลื่อนขั้นนี่ล่ะครับ เข้ามาทำงานวันแรกเป็น Officer อยู่ต่อไปซักพักเป็น Supervisor แล้วก็กลายร่างเป็น Manager อันนี้ตัวอย่างเบสิค เผื่อน้อง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าวงจรมนุษย์เงินเดือนจะได้พอมองเห็นภาพเนอะ แต่ละบริษัท แต่ละที่ก็อาจจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ซึ่งไม่ใช่ประเด็น

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เฮ้ย เมือไหร่ที่จะโปรโมทผมซะทีวะ นี่เพือนผมโปรโมทไป 3 รอบละ ผมยังอยู่ที่เดิมอยู่เลย

อันนี้ประชดนะ ถ้าเพื่อนเรา Promote ไป 3 รอบ แต่เรายังไม่ Promote เนี่ย ผมว่ามันมี Something Wrong ละล่ะ

ไอ้ปัญหาเรือง “เมื่อไหร่จะ Promote ผมซะที” เนีย โพสท์นี้ขอตัดการเรื่องเลียแข้งเลียขานายไปก่อนนะ เดียวค่อยว่ากัน ปัญหาแบบนี้มีทุกยุคทุกสมัย บริษัทไหนก็มี ไทย จีน ฝรั่ง มีหมดล่ะครับ ไม่ต้องแยกกัน

อ่ะ กลับมาเข้าประเด็นดีกว่าเนอะ ไถลไปหลายรอบละ 555

“เมื่อไหร่จะโปรโมท” ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ละที่ไม่เหมือนกัน บางบริษัทก็มีรอบในการพิจารณาเพื่อปรับระดับ เลื่อนขั้นกันชัดเจน บางที่ก็เอาตามความเหมาะสม ซึ่งแปลว่าอยากทำตอนไหนก็ทำ บางที่แยกการปรับระดับ กับการเลื่อนตำแหน่งออกจากกันอีกแหนะ งงมั้ย

คืองิ บางบริษัทใช้วิธีการบริหารเหมือนตำรวจ คือแยกยศ และตำแหน่งออกจากกัน แล้วเอาเงินเดือนไปผูกไว้กับยศ ไม่ใช่ตำแหน่ง

ยศก็คือ ร้อยตรี ร้อยโท ร้อยเอก แต่ตำแหน่งรองสารวัตร ร้อยตรี หรือร้อยโท จะทำหน้าที่ตำแหน่งนี้ก็ได้ (อันนี้ผมสมมติให้พอเห็นภาพนะ ในสายบังคับบัญชาของตำรวจอาจจะไม่ใช่แบบนี้)

ที่อยากให้เคลียร์ เพราะก่อนที่จะถามว่าเมือไหร่ผมจะได้ Promote ก็ควรจะต้องรู้ก่อนว่าบริษัทเราเค้า Promote กันแบบไหนได้มั่ง Promote ที่ยศ หรือตำแหน่ง แล้ว Promote แบบไหนถึงจะได้ผลตอบแทนเพิ่ม

บางบริษัทบางองค์กร ยศเป็นร้อยตรี แต่ให้ทำหน้าที่สารวัตร แต่เงินเดือนก็ได้ใน rate ของร้อยตรีนะ เผลอ ๆ น้อยกว่าร้อยเอก ที่ทำหน้าที่เป็นรองสารวัตรซะอีก

เช็คให้ดีก่อนนะครับ ตำแหน่งสูงขึ้น ความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้มากขึ้นก็ได้ แต่โอกาสและงานที่ท้าทายมาตามความรับผิดชอบที่มากขึ้นแน่ ๆ

แล้ว “เมื่อไหร่จะได้ Promote” ล่ะ

เมื่อคุณสมบัติเราพร้อมครับ และบางครั้งก็ต้องรอว่ามีตำแหน่งว่างหรือเปล่า

คุณสมบัติที่พร้อมคืออะไร ——–> ถาม สาวยาคูลท์ดูสิ

ไม่ใช่ ——-> ถาม HR ดูสิครับ ^^

การโปรโมทในระดับเด็ก ๆ ถึงระดับกลาง ๆ คงวัดกันที่ความสามารถเป็นหลัก คนไหนเก่ง คนไหนเจ๋ง คนไหนได้รับการยอมรับ ก็มีโอกาสได้ปรับระดับขึ้นมา ตามช่วงเวลาบริษัทมองว่าเหมาะ บางที่ก็มองว่า 3 ปีนะ บางที่ก็อาจจะ 5 ปี บางที่ก็อาจจะมี Fast Track ถ้าเจ๋งมาก ๆ จริง ๆ

บางที่ ก่อนจะปรับระดับได้ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรนู่นนั่นนี่ให้ครบก่อน ถึงจะมีสิทธิที่จะถูกส่งเข้าประกวด

บางที่ดูผลงานย้อนหลัง 3 ปี 5 ปีว่าเก่งต่อเนื่องหรือเพิ่งจะมาเก่งเอาปีนี้

บางที่ดูว่าเป็นเด็กใคร …. อุ่ย ไหนว่าจะไม่พูดเรืองนี้งายยยย

และที่สำคัญที่สุด ไม่มีทางที่ทุกคนจะได้ Promote เพราะแทบทุกการ Promote คือต้นทุน ต้องเข้าใจประเด็นนี้นะครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น อยากรู้อะไร ถาม HR เลยครับ แน่นอนสุดละ#เห็นมั้ยผมบอกละว่าควรจะตีซี้กับHR #แต่จริงๆHRควรแจ้่งเรืองพวกนี้ตั้งแต่วันเริ่มงานนะไม่ต้องมาบอกเฉพาะคนที่ซี้ด้วยเท่านั้น

แต่ถ้าในระดับสูง ๆ เนี่ย ไม่ใช่แค่เก่งละ ทัศนคติ วิสัยทัศน์ ภาวะผู้นำ จะเป็นเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมา ซึ่งวัดยากมาก แต่เดียวนี้มีแบบประเมินออกมาเยอะแยะ เป็นเครื่องมือให้เลือกใช้กัน จะได้เลือกคนที่จะเป็นเบอร์ต้น ๆ ได้ถูกฝาถูกตัวมากยิ่งขึ้น

ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว เตรียมผ้าห่มหนาๆ กันไว้ด้วยนะครับ

#HRthenextgen

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

เห็นนั่งเงียบๆ (34)

02.02.2016

เพิ่งเห็นปฏิทิน กุมภาปีนี้มี 29 วัน อิย่ะ ….. ดีใจได้เพิ่มมา 1 วันทำงานจะไม่ทันละ T_T

วันที่ 14 นี่จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานมันทั้งวันทั้งคืนเลย เอิ้ก ๆ ๆ

2-3 วันนี้ ผมตามข่าวหมอฟันอยู่เป็นระยะ ๆ เรืองแบบนี้ผมมองว่ามันค่อนข้าง sensitive นะครับ จะวิเคราะห์วิจารณ์อะไร ก็คงต้องฟังข้อมูลให้มากเพียงพอ ไม่ใช่อะไร กลัวเงิบ

แค่เคสนี้ดูแล้วไม่น่าจะเงิบ เอาตรง ๆ เลย ยิ่งอ่าน ยิ่งได้ข้อมูลเพิ่มเติม ผมก็ยิ่งจุก แล้วยิ่งคณบดีออกมาพูดเองว่า นี่ไม่ใช่เคสแรก โห ลมนี่ตีขึ้นหน้าเลย

นี่หรือคือการตอบแทน ของคนที่รักและไว้ใจ … เสียงพี่หนุ่ยลอยมาเลย

ผมว่าเราถูกสอนกันมาตลอดนะครับ เรื่องการไปค้ำประกันให้คนอื่นเนี่ย ซื้อรถ ซื่อบ้าน ผมเองก็เคยนะ กู้ร่วมเลยแหละ โชคยังดีที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรตามมา (แต่ผ่อนหมดไปแล้ว หรือว่าโดนยึดไปก็ไม่รู้แหะ 55)

มากรณีนี้ ผมนึกไม่ออกจริง ๆ นะว่าอะไรทำให้เค้าตัดสินใจที่ทำแบบนี้ บางกระแสบอกว่า กฏการใช้คืนทุนมันโหดเกิ๊น ใครจะจ่ายคืนไหววะ ผมว่าอันนี้หลงประเด็นละ เพราะตอนที่จะขอทุน ก็รับทราบรายละเอียดไปหมดแล้วว่าคุณต้อง “ตอบแทน” เงินที่ได้ไปก้อนนี้อย่างไรบ้าง

ความซวยที่เจ็บที่สุด คือคนค้ำประกันนี่ล่ะครับ ถึงจะบอกว่า คนค้ำก็ต้องรับสภาพสิ สัญญาก็เขียนไว้เหมือนกัน อ่านเอง เซ็นเอง ก็ต้องรู้สิว่าแหย่ขาไปเป็นหนี้ครึ่งตัวแล้ว เป็นผม ผมก็รับสภาพนะ ก็คงต้องจ่ายล่ะ ทำอะไรไม่ได้หนิ แต่มันเจ็บใจไง

คิดว่าได้สนับสนุนคนเก่งให้มีอนาคตที่ดี แต่ไม่นึกว่าคนเก่งที่ทำตัวไม่ดี ผลลัพธ์ทางลบมันก็สาหัสเหมือนกัน

ผมไม่แน่ใจว่า เงินที่ใช้เป็นทุนการศึกษาเนี่ย มาจากเงินสนับสนุนรัฐบาลหรือเปล่า ถ้าใช่ ก็เท่ากับเงินภาษีของผมด้วยหนิ นั่นไง เจ็บกว่าเดิมอีก T_T

วันก่อนเราพูดกันถึงเรืองสวัสดิการใช่ป้ะครับ ทุนเรียนต่อเนี่ย ก็เป็นอีกเครื่องมือนึง ที่องค์กรใหญ่ ๆ ใช้เป็นตัวดูดพนักงานที่เก่ง ๆ ไว้กับองค์กร

ให้ทุนไปสิ U Top 10 ของโลกเลย ค่าใช้จ่ายตั้งเท่าไหร่ ค่าเรียน ค่ากินอยู่ เงินเดือน ที่พัก ทั้งหมดที่จ่ายไปเนี่ย มันคือการลงทุนนะครับ ทุกการลงทุนต้องการผลตอบแทน ไม่ว่าจะทางใดทางนึง ในกรณีขององค์กร สิ่งที่เค้าอยากได้อย่างแรกเลย คือคนเก่งยังอยู่กับองค์กร ซึ่งถ้าคนเก่งยังอยู่ เค้าก็คาดหวังว่าสิ่งที่เรียนมาจะได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มกำไรให้กับองค์กร ซึ่งถ้าคุณทำได้ ก็ไม่ยากที่คุณจะได้ขึ้นไปเป็นเบอร์ต้น ๆ ขององค์กร

win-win ทั้งคู่

แต่ถ้ารับไม่ได้ว่า เฮ้ยได้ทุนบริษัทไป ต้องกลับมาทำงาน “ชดใช้” ตั้ง 2-3 เท่าของเวลาที่ไปเรียน (ผมว่าแค่พูดว่า”ชดใช้” มันก็ให้ความรู้สึกในเชิงลบแล้วครับ) ก็อย่าไปขอทุนเลยครับ หาเงินไปเอง กลับมาเลือกเส้นทางของตัวเอง ไม่ต้องมีภาระติดตัว เอาที่สบายใจเลย ให้โอกาสคนที่เค้าพร้อมจะร่วมลงทุนไปกับองค์กร ได้สิทธินั้นไปดีกว่าครับ

บริษัทหรือองค์กรเอง ก็อย่าเพิ่งกลัวจนไม่กล้าที่จะให้ทุน หรือที่มีอยู่ก็เลิกไปซะงั้น แบบนั้นมันง่ายไปครับ บริษัทต้องหาวิธีที่จะเลือกคนที่พร้อมจะร่วมลงทุนด้วยต่างหาก เพราะฉนั้นไม่ใช่แค่คนเก่งละ แต่จะต้องมี Passion ที่อยากเห็นความก้าวหน้าของบริษัทด้วย เมื่อบริษัทลงเงินไปแล้ว พนักงานลงแรงลงเวลาไปเพื่อเรียนรู้แล้วกลับมาพัฒนาบริษัท

พูดให้ชัด ตกลงให้ดีตั้งแต่ตอนคัดเลือก คนที่ไม่ได้มี passion แบบนี้ เค้าจะได้เดินไปหาทางเลือกอื่นที่เหมาะกับเค้ามากกว่าครับ

#บอกเค้าไป #โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

#ผมรู้ #ผมเรียนมา #เชื่อผมสิ

#HRthenextgen

สวัสดิการอะไรดี

เห็นนั่งเงียบๆ (33)

30.01.2016

สวัสดีวันเสาร์

เมื่อคืนนีเละยกก๊วน แต่ผมไม่เละ ทรงยังดีอยู่ แต่สติจะไม่ครบเท่าเดิม 5555

แค่มือถือตก จองิเละเลย T T

ผมเคยพูดถึงเรืองสวัสดิการใช่ป่ะครับ หลายที่ให้สวัสดิการเยอะไปหมดเลย HR เองยังจำไม่ได้ ต้องดูโพย เยอะจัด แต่ละตัวก็มีเงือนไขยิบย่อยอีกแหนะ

สวัสดิการที่ต้องมีตามกฎหมายนี่เราละไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ ส่วนสวัสดิการที่เพิ่ม หรือมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ก็มีไว้เพื่อดึงดูดใจส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับพนักงาน

ผมใช้คำว่า “แบ่งเบาภาระ” เพราะคงไม่มีสวัสดิการองค์กรไหนที่สามารถให้เราได้ทุกอย่าง

บริษัทญี่ปุ่น มีเอกลักษณ์อย่างนึงเรืองการจ่ายสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล 100 % จะป่วยใน ป่วยนอกพี่แกจ่ายให้หมด ไม่รู้ว่าตอนนี้บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังเป็นแบบนี้อยู่มั้ย

ผมว่าสวัสดิการแบบนี้ เหมาะกับคนที่อายุเริ่มเยอะนิดนึงนะ อยู่องค์กรที่จ่ายแบบนี้คุ้มมากเลย ทุกวันนี้เป็นไข้หวัดไปหาหมอทีนึง ผมว่าไม่ต่ำ 1,500 มั้ย ?

แต่วัยรุ่นแข็ง แรงดี อย่างผมเนี่ยก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยดิ ทั้งปีไม่ไปหาหมอเลย โหย ไม่เอาอ่ะ จ่ายมาเป็นเงินแทนได้ป่ะ ผมจะได้เอาไปซื่ออุปกรณ์กีฬา

คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะ Flexible Benefit ยังไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไหร่ในบ้านเรา

จบเลย สวัสดิการ 100 กว่าข้อ ใช้ได้อยู่ไม่กี่อย่าง แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าใช้สวัสดิการในการดึงดูดคนได้อยู่เหรอ

อันนี้เป็นโจทย์ที่ HR ต้องเอาไปพิจารณากันต่อนะครับ

ส่วนพนักงาน ผมไปเจอมาใน Pantip
มาแชร์ เรืองสวัสดิการในบริษัทของท่านกันว่าเป็นอย่างไร
Link นี้เลยครับ http://goo.gl/LM7PoA

ผมก็เลยอยากจะถามสมาชิกหน่อยว่า สวัสดิการที่อยากได้คืออะไร ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการที่ปัจจุบัน บริษัทมีให้อยู่แล้ว หรือเราคิดว่ามันน่าจะได้

ลองเสนอมาซักคนละ 2-3 ข้อสิครับ เผื่อ HR จะได้มีไอเดียเพิ่มเติมไปปรับสวัสดิการกันครับ

#HRTheNextGen