ลงทุนในตราสารหนี้ ดี … กว่าที่เคย

ไม่ต้องผ่อนไป 3 ปี (2)

ย้ำกันอีกทีว่าผมจบเศรษฐศาสตร์มา แล้วเศรษฐศาสตร์ก็มีหลายเอก หลายสาขาด้วยนะ ซึ่งถ้าใครเดาว่าผมจบเศรษฐศาตร์แรงงานมา ก็เลยมาเป็น HR หึหึ

ผมจบเศรษฐศาสตร์การเงินมาต่างหาก  5555  แต่เอาน่ะ จบอะไรมาก็เรื่องนึง แต่งานบริหารคนคืองานที่ท้าทายแล้วก็สนุกที่ได้ทำ จบเศรษฐศาสตร์การเงินที่เรียนมาก็ไม่ได้เสียหาย ผมก็ใช้ในเรื่องการลงทุนการออม ใช้กับตัวเอง แล้วก็แนะนำคนใกล้ตัว หรือพนักงานที่ผมดูแลอยู่ในฐานะ HR นี่แหละ

การออม ไม่ได้มีแค่การเอาเงินไปเปิดบัญชีธนาคาร

การลงทุน ไม่ได้มีแค่การเปิดธุรกิจ หรือเอาเงินไปซื้อหุ้นเท่านั้น

แล้วหลาย ๆ การออมก็คือการลงทุน เพราะถ้าเงินที่เราออมมันงอกเงยขึ้นมา ก็เหมือนกับการลงทุนที่ได้กำไร แต่จะออมแบบไหนให้เหมือนการลงทุน หรือจะลงทุนแบบไหนที่ไม่ต้องเสียวไส้มากเกินไปว่าจะเสี่ยงขาดทุนล่ะ

#ตราสารหนี้ คืออีกหนึ่งทางเลือกของการออมการลงทุน

ใจเย็นก่อนวัยรุ่น พอมีคำว่าหนี้ปั๊บ อย่าเพิ่งมองในแง่ไม่ดี เพราะถ้าเรามีตราสารหนี้ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นลูกหนี้ แต่เราเป็นเจ้าหนี้ ที่บริษัทที่ออกตราสารหนี้มา เค้าขอยืมเงินเราไปทำธุรกิจต่างหาก เอาให้ง่าย บริษัทอยากยืมเงินเรา แล้วก็ให้สัญญามาในรูปแบบของตราสารหนี้ว่า ยืมถึงเมื่อไหร่ แล้วจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ง่ายมั้ย

ตราสารหนี้ของรัฐบาลเรียกพันธบัตร ตราสารหนี้ของเอกชนเรียกหุ้นกู้

ตราสารหนี้ ไม่เหมือนหุ้นตรงที่ หุ้นเนี่ย บริษัทได้กำไรหรือขาดทุน เราก็ร่วมหัวจมท้ายไปด้วย แต่ตราสารหนี้ไม่ใช่ ถ้าได้กำไรก็เรื่องของเค้า แต่ถ้าขาดทุน ยังไงเค้าก็ต้องหาเงินมาจ่ายหนี้คืน

เจ๋งว่ะพี่ งี้ผมไปลงทุนในตราสารหนี้มั่งดีกว่า เค้าขายกันยังไงพี่

อืมมมมม มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ  อาจจะยากหน่อยถ้าเดินไปซื้อตราสารหนี้เองโดยตรงเพราะยุ่งยากและ 1 หน่วยตราสารหนี้ขั้นต่ำก็สูงถึงหนึ่งแสนบาท เพราะฉะนั้นทางเลือกที่เป็นไปได้ก็คือ ไปซื้อหน่วยลงทุนใน “กองทุนรวม” ตราสารหนี้แทน นอกจากจะไม่ต้องใช้เงินเยอะก็ซื้อได้แล้ว ยังมีมืออาชีพบริหารให้อีกต่างหาก นอกจากนั้นยังมีกองทุนรวมตราสารหนี้แบบ RMF ที่ยังช่วยประหยัดภาษีเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เราด้วยอีกนะ

แล้วจะซื้อได้ที่ไหน ก็ซื้อได้จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ  บลจ. ทั้งหลายนี่แหละครับ

หนึ่งใน บลจ. ที่น่าสนใจก็คือ  TMB Asset Management หรือ TMBAM เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่มีธนาคารทหารไทย หรือ TMB เป็นผู้ถือหุ้นหลัก และมีแนวทางในการบริหารเงินของทุกคนในแบบ  Life Partner  คือเป็นคู่ชีวิตกับเราเลยในเรื่องของการลงทุน ซึ่งในตอนนี้   TMBAM มีกองทุนตราสารหนี้ทีได้รับรางวัลคือ

#กองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล ได้รับรางวัลกองทุนตราสารหนี้ยอดเยี่ยม 2017 ประเภทกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น Morningstar Thailand Fund Awards 2017

#กองทุนเปิดธนทหารไทยไพบูลย์ ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 ประเภทกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป จาก Money & Banking Awards 2017

ดังนั้นถ้าคิดจะลงทุนในตราสารหนี้ TMBAM คือที่ที่พร้อมสำหรับการสร้างโอกาสลงทุน แบบที่เราจะ Happy…No Worry ได้แน่ ๆ

คิดจะออมคิดจะลงทุนทั้งที ก็ต้องคิดจะออมให้ #ดี…กว่าที่เคย นะครับ

ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม หรืออยากติดตามข่าวสาร ก็แอดไลน์ไปได้เลยนะครับ ช่วงนี้มีกระเป๋ารับทรัพย์แจกด้วยนะ ฮี่ ฮี่  click ที่ Link ได้เลย (http://line.me/ti/p/@dpn9454a)

หมายเหตุ: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

#ดีกว่าที่เคย #คิดถึงตราสารหนี้คิดถึงTMBAM #TMBAM

#HRTheNextGen

เงินเดือน หรือวันหยุดเลือกอะไร

วันนี้มาขอความเห็นครับ

ก่อนหน้านี้เคยเถียงกันหลายรอบว่า เงินเดือนกับวันหยุดเลือกอะไรดี ถ้าถามแค่นี้ตำตอบส่วนใหญ่ก็อาจจะเอนไปที่เงินเดือน แต่ว่าเงินเดือนมากขึ้นเท่าไหร่กันล่ะ ที่จะยอมให้เราแลกกับวันหยุดได้

รบกวนกด Link เข้าไปตอบนะครับ อย่าลืมระบุ email มีบัตร Starbucks 10 รางวัล สำหรับผู้ร่วม Survey นะครับ

Survey-QGen

อยู่ไปก็ไม่โต

%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%86-34

ถ้าอยู่แล้วไม่โต #ผมก็ไม่รู้จะอยู่ทำไมวะพี่

เออ นั้นสิ จะอยู่ไปทำไมหว่า

เรื่องโอกาสในการเติบโตนี่ ใครจะมองว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับผมมันสำคัญนะ ถ้ายังจำ survey ที่เราเคยทำกันอยู่ทีนึงเนี่ย โอกาสเติบโตก็อยู่ Top 3 แล้วถ้าถามตอนนี้ ผมก็ว่ายังไม่หลุด Top 3 หรอก

อย่างที่บอกว่าผมเห็นว่ามันสำคัญ เพราะฉนั้นเวลาที่มีใครมาถามว่า เลิอกบริษัทนี่ดีมั้ย หรือจะอยู่บริษัทเดิมดี คำถามนึงที่ผมจะถามกลับคือ #ที่ไหนมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่ากัน

ประเด็นนี้ ถ้าเป็นผมสมัยเด็กใส ๆ เพิ่งเรียนจบนี่ แทบจะไม่เอามาคิดเลยนะ แล้วยิ่งเด็กรุ่นใหม่บางส่วนทีมองการทำงานเหมือนมีกิ๊ก #รักสนุกแต่ไม่ผูกพัน ก็อาจจะไม่ได้สนใจประเด็นนี้ แต่ถ้าคนที่ทำงานมาซักระยะนึงแล้วเหมือนผมเนี่ย จะขยับทีก็ต้องเอานี้มาเป็นเกณฑ์ฺในการตัดสินใจด้วย

ถ้าโตขึ้นแล้วไม่มีรายได้เพิ่มก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่ถ้าตำแหน่งโตขึ้น รายได้ก็เพิ่มขึ้นตามตำแหน่งด้วย นี่แหละที่เป็นตัวปัญหา ดรามาจะเกิดถ้าพนักงานรู้สึกว่า เฮ้ย อยู่มาหลายปีแล้วไม่ขยับซะทีวะ

ลองนึกง่าย ๆ ทำงานก็เหมือนกับการหาแฟน คนเราพอจีบกันซัก จากคนที่จีบ ก็โปรโมทมาเป็นแฟน เป็นแฟนมาซักพัก ก็ขยับมาเป็นสามีภรรยา อยู่ไปอีกหน่อยก็กลายเป็นพ่อกับแม่ เป็นตากับยาย

ถ้าเป็นแฟนกันมา 10 ปี #แต่มองไม่เห็นโอกาสที่จะขยับไปเป็นสามีภรรยา คิดว่ายังจะคบต่อมั้ย

หึหึหึ ครึ่งนึงอาจจะคบต่อ เพราะไม่รู้จะไปไหนแล้ว อีกครึ่งนึงอาจจะไปหาแฟนใหม่ที่โอกาสจะได้่แต่งงานมากกว่า หรือถ้าใครโปรไฟล์ดี ๆ อาจจะมีคนมาจีบตั้งแต่ตอนที่เรายังมีแฟนอยู่ก็ได้

อยู่กับแฟนเก่าเพราะไม่เห็นแววว่าจะได้แต่ง สู้เลิกแล้วไปตั้งต้นใหม่กับคนที่มีโอกาสได้แต่งไม่ดีกว่าเหรอ

สิ่งที่บริษัทต้องหาให้เจอ หรือหัวหน้าต้องหาให้เจอก็คือ #ความคาดหวังของพนักงาน นี่แหละครับ โดยเฉพาะตำแหน่งที่ใกล้จะเจอทางตัน ถ้าคนข้างบนยังไม่ตาย หรือหายไปไหน คนนี้ก็ไม่มีสิทธิจะขยับหรือโตขึ้นได้

ถ้าบริษัทหรือหัวหน้า ไม่สนใจ ทำความเข้าใจในสิ่งที่พนักงานคาดหวัง สิ่งที่คุณมีโอกาสจะเจอก็คือ คนที่เคยไฟแรงสูงมาก #อาจจะกลายเป็นคนหมดไฟไปเลยก็ได้ ถ้าเค้ามองไม่เห็นว่าข้างหน้ามีโอกาสให้เค้ามั้ย

ถ้าไม่หาทางเติมไฟให้เค้า แล้วเค้าเลือกที่จะไปให้คนอื่นเติมไฟให้ จะมาเสียดายทีหลังนะครับ

#HRTheNextGen

 

บริษัทไม่ไว้ใจ .. ไม่ไว้ใจบริษัท

15380461_1202574019810544_7577964492119185747_n

ผลสำรวจบอกว่า สาเหตุหลักของคู่ที่ไปไม่รอด คือ การไม่ไว้ใจกัน

พี่ดูพฤติกรรมสิแฟนหนูสิ น่าไว้ใจที่ไหน เอะอะต้องทำงานดึก เอะอะบอกทำโอที เป็นไก่หรือไงชอบไปทำงานในเล้า เจออย่างนี้จะทนอยู่ทำถ้วยอะไรล่ะคะ เลิกสิคะ ยังสวยยังใสหาใหม่ได้จ๊ะ

ผลสำรวจนี่ผมโม้นะ 555 แต่มันก็จริงใช่มั้ยล่ะ

งานกับแฟนก็เหมือนกันนะ ถ้าเกิดต่างฝ่ายไม่ไว้ใจกัน บริษัทไม่ไว้ใจพนักงานว่าจะทำงานเก่ง ทำงานได้ ตั้งใจทำงานอย่างที่พูดไว้มั้ย พนักงานไม่ไว้ใจบริษัทว่าจะจ่ายจริง ให้จริง ไม่ตุกติกมีดอกจันหรือเปล่า หรือบางทีก็ให้นะแต่กว่าจะได้ทำไม่มันยุ่งยากมากเหลือเกิน นี่เต็มใจให้จริง ๆ ป่ะเนี่ย

บริษัทไม่ไว้ใจพนักงานก็ตะบี้ตะบันออกกฎ ออกระเบียบมาป้องกันการตุกติกของพนักงาน พนักงานไม้ไว้ใจบริษัทก็พยายามจะเรียกร้องให้เกินสิทธิไว้ก่อน เผื่อบริษัทต่อราคา นี่มันสงครามชัด ๆ ออกศึกข้านึกแต่รบและรบ

ไม่ไว้ใจกันไปด้วยกันไม่ได้ยาวหรอกนะผมว่า วันนึงถึงจุดแตกหักก็ต้องแยกย้าย ใครอ่อนแอก็แพ้ไป ใครอ่อนไหวก็เข้ามา

#ให้ก่อนแล้วค่อยรับ คือแนวทางการบริหารคนที่ใคร ๆ ก็พูดกันว่ามันดี ซึ่งผมก็เห็นด้วย กฎระเบียบต่าง ๆ เราก็อยากจะกำหนดมาหลวม ๆ ให้มีพื้นที่สำหรับปรับนู่นยืดนี่ได้ตามโอกาส แต่ก็นั่นแหละ เรามักจะเจอพนักงานตุกติกแบบจริงจัง กฎที่เราเขียนไว้หลวม ๆ ก็ค่อย ๆ เพิ่มความเข้มงวดขึ้น เรื่องง่าย ๆ ก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที แค่จะเบิกปากกาอันนึง ยังต้องเอาไปให้ผู้บริหารอนุมัติ

ผมเห็นด้วยนะ เรืองการออกระเบียบให้มันชัดเจน อะไรได้อะไรไม่ได้ แต่อยากจะให้นั่งคิดดี ๆ ด้วยว่า กฎระเบียบที่ออกมาเนี่ย เพื่อตอบโต้คนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนึงโดยดึงเอาคนกลุ่มใหญ่ให้ซวยไปด้วยหรือเปล่า บริษัทอยากประหยัดเลยออกกฏมาป้องกันพนักงานที่ตุกติก จนลืมมองไปว่ามีพนักงานอีกเยอะเลยที่ไม่ได้มีความคิดแบบนั้น แต่กฎระเบียบที่ออกมามันบอกโต้ง ๆ ว่าบริษัทไม่ได้ไว้ใจพนักงาน

ประหยัดเงินจากพนักงานที่ตุกติกได้ แต่ต้องมาเสียเงินหาคนใหม่เข้าไปทำงาน เพราะพนักงานอีกส่วนนึงขอเดินหนี เพราะอยากทำงานกับคนที่ไว้ใจซึ่งกันและกันมากกว่านี้ แบบนี้คุ้มมั้ย

ผมว่าเรืองที่เป็นประเด็นบ่อย ๆ ก็เรืองสวัสดิการนี่แหละ นู่นเบิกได้ นี่เบิกไม่ได้ สวัสดิการคือตัววัดที่ดีอย่างนึงที่จะมองว่า บริษัทดูแลพนักงานดีแค่ไหน มีความเท่าเทียมกันมั้ย สวัสดิการตัวใหญ่ ๆ ก็เรื่องรักษาพยาบาล ถ้าบริษัทดูแลเอง ขั้นตอนวิธีการมันยุ่งยากแค่ไหน วางบัตรแล้วหาหมอเลยได้มั้ย หรือต้องจ่ายไปเองแล้วเอาใบเสร็จมาเบิก

หรือถ้าใช้ประกันกลุ่ม เลือกใช้บริษัทประกันแบบไหน บริษัทประกันที่ไว้ใจได้ และพร้อมให้บริการอยู่เสมอใช่มั้ย เลือกแผนประกันแบบไหนให้กับพนักงาน แผนประกันที่สำคัญนะผมว่า มันเป็นตัวบอกเลยว่า บริษัทให้ความใส่ใจกับพนักงานมากน้อยแค่ไหน ห่วงกันจริงป่าว หรือว่าแค่มีเพื่อให้รู้ว่ามี แผนไหนดี แผนไหนเหมาะ ลองเข้าไปดูได้ที่ Link นี้นะครับhttp://bit.ly/2fKQkGX

ผมก็ยังอยู่บนความเชื่อนะ ถ้าบริษัทไหนที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่ามาทำงานที่นี่แล้ว ฝากทุกอย่างเอาไว้ได้ เงินเดือนมีให้อย่างเหมาะสม มีสวัสดิการที่ดูแลคุณภาพชีวิตแบบไม่ต้องห่วงว่าจะต้องเจอกับอะไร ความกังวลหลาย ๆ อย่างมันก็หดมไป สิ่งที่พนักงานจะแสดงออกมาก็คือความเต็มที่กับงานที่ตนเองต้องรับผิดชอบ ผลงานก็ออกมาดี ผลประกอบการของบริษัทจะไม่ดีได้ยังไง

อาจจะดูโลกสวย เหมือนวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งดอกลาเวนเดอร์ แต่ถ้าทำได้แบบนั้นจริง ๆ มันก็ดีกับทั้งบริษัททั้งพนักงานนะครับ
ความไว้ใจไม่ได้ลอยมากจากฟ้า ต้องสร้างมันขึ้นมาครับ

#HRTheNextGen ถึงหน้าจะไม่ใส แต่เรืองจริงใจผมไม่แพ้ใครนะเอ้อ ….

ตัดเกรดต้องจริงจัง !

%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5-1
มีเสียงโวยขึ้นมาว่าว ๆ เอ้ย แว่ว ๆ ว่า เฮ้ยพี่ นี่ผมโดนตัดเกรดมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ตอนนี้หมาเลียตูดไม่ถึงแล้วเนี่ย พี่ยังจะประเมิน ยังจะตัดเกรดผมอีกเหรอ พี่จะเอาอะไรกับผมอี๊กกกกกกกกกกกก (เสียงสูงปรี๊ด)
 
ไอ้น้องเอ๊ยยย ชีวิตเอ็งจะโดนตัดเกรด โดนประเมินไปจนแก่นั่นแหละ เผลอ ๆ ตายไปแล้วยังถูกประเมินอีกนะ ว่าจะอยู่นรกขุมไหน สวรรค์นี่อย่าเพิ่งไปพูดถึงเลย เอานรกขุมที่ร้อนน้อยที่สุดไปก่อนนี่แหละ
 
#บริษัทต้องให้ความสำคัญกับเรืองการประเมินผลงานนะครับ อย่าทำเป็นเล่นไป อันนี้ส่วนตัวผมเองเลยนะ คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดเหมือนผมก็ได้ วิธีการประเมินคนของแต่ละบริษัทที่ไม่เหมือนกัน บอกพฤติกรรมและวัฒนธรรมขององค์กรนั้นได้ บริษัทไหนจริงจังกับเรืองการประเมินผลงานมาก บริษัทก็มีบุคลิกลักษณะอย่างนึง บริษัทไหน ช่างมันเหอะ ประเมินให้มันจบ ๆ ไป มีเกณฑ์ในการวัดนิดหนอยพอเป็นพิธี บริษัทแบบนี้ก็จะมีพฤติกรรมอีกแบบนึง
 
อย่าลืมนะครับ บริษัทต้องมีผลประกอบการ ส่วนนึงของผลประกอบการก็มาจากผลงานของคนในองค์กร ถ้าบริษัทไหนไม่ได้มีระบบวัดผลงานของคนที่มันชัดเจน บริษัทนั้นให้ความสำคัญกับคนอยู่หรือเปล่า ..
 
เคยเรียนมาสมัยเป็น HR เด็กน้อยว่า การประเมินผลงานเนี่ย ทีแรกมีไว้เพื่อการพัฒนาพนักงานเท่านั้น เหมือนเราเรียนหนังสือ โดนตัดเกรดว่าสอบตก ก็ต้องสอบซ่อม แต่คนมาทำงาน ถ้าผลประเมินไม่ดี จะให้เค้าไปสอบซ่อมก็คงไม่ใช่ เลยต้องใช้เงินนี่แหละเป็นตัวดึงดูด ถ้าทำงานดี ผลงานดี ผลตอบแทนก็ดีตามไปด้วย
 
มนุษย์เงินเดือนอย่างผม #แน่นอนว่าเรืองเงินมาก่อนเรื่องพัฒนาเดียวค่อยคิด ซึ่งถ้าระบบการประเมินไม่ชัดเจน แบ่งไม่ได้ว่าคนไหนเก่ง เก่งเพราะอะไรหลักฐานอยู่ตรงไหน แบบนี้ก็จะดึงคนเก่งไว้กับองค์กรยาก
 
แล้วไม่พอแค่นั้น ถึงระบบจะแยกคนเก่งออกมาได้แล้ว #แต่การจ่ายผลตอบแทนไม่ได้ทำให้แตกต่างอย่างชัดเจน คนก็ไม่รู้สึกว่าจะเก่งไปเพื่ออะไร จะทำงานเยอะไปทำไม เพราะสุดท้าย คนได้เกรด A กับเกรด C เงินเดือนขึ้นแทบจะไม่ต่างกัน คนได้ C ก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องทำอะไรเพิ่มขึ้นมาจากเดิม คนได้ A ก็ไม่รู้ว่าได้มาทำไม อยู่เรื่อย ๆ แบบ C สบายตัวกว่าเยอะ ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกคนก็อยากเป็น C กันหมด
 
ถ้าคนทำงานเป็น C กันหมด บริษัทจะเป็น A ไปได้ยังไงล่ะครับ จริงมั้ย
 
#HRTheNextGen ผมเป็นคน D

A, B , C , D ประเมินสิ

%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5

ช่วงนี้เป็นฤดูการประเมินผลนะ ผมว่านะ เราชินกับการที่ถูกคนนั้นคนนี้ประเมิน ซึ่งแน่นอนแหละ ถ้าประเมินแล้วออกมาดี เราก็ถูกใจ แต่ถ้าประเมินมาแล้วออกมาไม่ดี หึหึหึ คนประเมินแม่มห่วยว่ะ 55555

เหมือนกับการดูหนัง #หนังที่ดีคือหนังที่เราชอบ หนังที่ไม่ดีก็คือหนังที่เราไม่ชอบ ถึงจะเป็นหนังออสการ์แต่เราไม่ชอบ มันก็คือหนังห่วยเรื่องนึงที่เคยดู จริงมีั้ย

#ส่วนหนึ่งของความทุกข์จากการทำงานก็คือความคาดหวังนี่แหละครับ แต่จะให้อยู่อย่างไม่มีความหวังเลย ผมมักจะบอกว่าให้เราทำความเข้าใจ ว่าเรากำลังจะเจอกับอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ปลง ความหมายมันคนละอย่างกันนะ ชีวิตที่ยังมีความหวังมันสนุกกว่าเยอะ มีสีสันกว่าเยอะนะครับ

กลับมาเข้าเรืองการประเมินผล #เราเคยประเมินตัวเราเองบ้่างมั้ย เอาแบบไม่หลอกตัวเองนะ ทำงานมาเกือบปีเนี่ย ถ้าเราตัดเกรดตัวเอง #เราควรได้เกรดอะไร A B C หรือ D

ถ้าคิดว่าเราได้ A เราได้มันมาเพราะอะไร เพราะทำงานได้ดีกว่าแผนใช่มั้ย ที่ดีกว่าเพราะฝีมือเรา หรือเพราะว่าฟลุค แล้วอะไรคือจุดแข็งของเรา #จุดแข็งมันเป็นจุดขายของเราเลยใช่มั้ย มันคือสิ่งที่บริษัทต้องการอยู่ใช่มั้ย แล้วจะต้องการไปอีกนานแค่ไหน ถ้าวันนึงจุดแข็งที่เรามีมันไม่ใช่สิ่งที่บริษัทต้องการ ตอนนั้นเรายังจะได้ A อยู่มั้ย

แล้วถ้าคิดว่าเราได้ D ทำไมล่ะ อ๋อ เพราะเราไม่สนิทกับนาย เพราะเราไม่ใช่ลูกรักใช่มั้ย แล้วทำไมเราถึงไม่เป็นลูกรักนายล่ะ ก็หนูไม่ใช่สายเลียสายเบิร์นนี่พี่ หนูทำไม่ได้หรอก หึหึหึ อย่าอคติกับหัวหน้าจนเกินไปนะครับ #อย่าเอาคำว่าสายเลียมันเบียงประเด็นเพื่อเข้าข้างตัวเอง ถ้าจริง ๆ เราก็ทำงานไม่ได้อย่างที่นาย อย่างที่บริษัทต้องการ เลียก็ส่วนเลีย ทำงานไม่ได้ก็คือทำงานไม่ได้ เราไม่ได้ประเมินแล้วต้องไปบอกใคร แต่ประเมินเพื่อหาว่าจุดอ่อนของเราอยู่ตรงไหน เป็นจุดอ่อนที่บริษัทหรือหัวหน้าเห็นแล้ว ซีเรียสมั้ย แล้วมันเป็นจุดอ่อนที่พัฒนาได้หรือเปล่า คุ้มมั้ยกับการเปลี่ยนตัวเองเพื่อปิดจุดด้อย

ผมยังเชื่อเสมอนะว่าทุกคนมีจุดแข็งและจุดอ่อนด้วยกันทั้งนั้น #เราอยู่ในที่ที่ได้ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของเราหรือเปล่า หรืออยู่ในที่ที่จุดอ่อนเราเป็นอุปสรรคสำคัญ ถ้าเราอยู่ผิดที่ ตัดเกรดออกมาไม่ดีจะโทษคนประเมินอย่างเดียวก็คงไม่ได้เหมือนกันนะ

ทุกอย่างล้วนเป็นเหตเป็นผลซึ่งกันและกันเสมอนะครับ หาจิ๊กซอว์ให้เจอ เผื่อว่าความคาดหวัง กับความเป็นจริงมันจะเข้าใกล้กันมากขึ้นครับ

#HRTheNextGen ของก๊อปเกรด A

อย่ารีบตัดสินคน

เห็นนั่งเงียบๆ-104

26.03.2016

วันสาร์ ตื่นสายได้ตามสำราญ

วันนี้กะว่าจะสั้น ๆ เดียวลองดูว่าจะสั้นได้จริงมั้ย 55555

“คึกไรวะ เอาเรื่อง Generation มาเป็นเป้าเนี่ย”

ไม่มีใครถามผมหรอก 555 มโนว่ามีคนถาม

7-8 ปีที่แล้ว นายผมตอนนู้นให้ Project นี้ผมมา เพราะเห็นว่าผมเป็น Gen Y รุ่นแรก ๆ น่าจะเข้่าใจพวกเดียวกันเองแล้วก็น่าจะพอเข้่าใจ Gen X ด้วยเหมือนกัน

การเป็นรุ่นคาบเกี่ยวนี่ผมว่าเจ๋งนะ อย่างน้อยเราเคยเล่นเกมส์บอยจอขาวดำ ทามาก็อตนี่ก็ฮิตมาก ทามิย่าเราเคยมี ดีดลูกแก้วหลุมสามหลุมสี่เราก็เคยเล่น ลูกข่างเอย ของแถมจากรองเท้านักเรียนเอย ผ่านมาหมดทั้งนั้นอ่ะ

เล่นเพิร์ช เล่น ICQ ส่งจดหมายหากัน เล่น MSN Hi5 Facebook Twitter SocialCam เราก็ลองมาหมด

เพจเจอร์ 152 เรียก 83xxx8 นี่ยังจำเบอร์ได้เลย เวลาโทรไป Call Center นี่ไม่เคยอายนะ รักนะครับมั่งล่ะ ส่งเพลงส่งกลอนบ้างล่ะ

มานึกตอนนี้แล้ว อายแทน 55555

ไหนว่าจะสั้น ๆ ออกทะเลจะหาเรือมาฝากอีกแล้ว

กลับมาเรือง Gen Y ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจนะ ทำไมจะต้องมาใส่ใจเรื่องนี้ จริง ๆ มันก็แค่เรืองของการปรับตัวเข้าหากันไม่ใช่เหรอ มันเป็นหน้าที่ของทุกคนอยู่แล้วหนิ จะยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติทำไมวะ

จริง ๆ คือขี้เกียจทำ ไม่ใช่อะไร 555

เพราะ Gen Y กำลังจะมา นี่คือความกังวลเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว แล้วหลายอย่างก็เปลี่ยนจริง ๆ อย่างที่เราเห็น ๆ กัน ย้ายงานกันเร็ว รู้อะไรฉาบฉวย เอาสนุกมาก่อน ไม่ค่อยจะมีสัมมาคารวะ เป็นเรืองง่ายมากที่จะตำหนิ Gen Y ด้วยเรืองแบบนี้

แต่บางทีก็ลืมจุดแข็งของ Gen Y ไป

#ไม่กลัวเทคโนโลยี #กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง #กล้าที่จะท้าทาย #มีความสามารถที่หลากหลายคนเดียวอาจจะทำได้หลายอย่าง #ช่างCreate #ปรับตัวได้เก่ง

นี่มาจาก Research นะ

เหตผลหลักที่ผู้บริหารอยากให้ศึกษาเรื่อง Gen Y จริง ๆ ก็ไม่ใช่อะไร ตอน BB ทำงานกับ Gen X ก็ใช่ว่าไม่มีปัญหา ทีนี้ถ้าจะมี Gen Y มาอีกก๊วน ก็คงกลัวว่าจะรับมือไม่ไหว

#รู้เขารู้เรา ได้เปรียบจริงมั้ย

ย้ำอีกครั้งนะครับ สิ่งที่รู้มาจากหนังสือ มาจาก Research มันจะเป็นเพียงแค่ Guideline เป็นแค่แนวทางเท่านั้น#อย่าใช้ไปเพื่อตัดสินว่าคนนั้นเป็นแบบนี้คนนี้เป็นแบบนั้นนะครับ ฝาแฝดยังคิด ยังชอบอะไรไม่เหมือนกัน ไม่มีทางที่ทุกคนจะเป็น และจะคิดเหมือนกันในทุกเรืองแน่ ๆ

พอรู้เป็นแนวทาง แล้วก็ต้องพิจารณากันต่อว่า #ใช่ใช่มะแล้วค่อยดูว่าจะดึงจุดแข็งเค้ามาใช้ยังไง และจะควบคุมจุดอ่อนเค้าได้ยังไง

ไม่ใช่แค่ให้ BB หรือ Gen X มอง Gen Y นะครับ Gen Y เองก็ต้องมองและเรียนรู้พี่ ๆ ด้วยเหมือนกัน #บริหารหัวหน้าให้เป็น มันก็ได้เปรียบนะ 555

ถึงมันจะยาก ถึงมันจะดูโลกสวยมากกกกกกกกกกกกกกก แต่ผมก็ยังสนับสนุนให้เรียนรู้กัน แล้วก็ปรับตัวเข้าหากัน

หางานก็เหมือนหาแฟน พอมีแฟนก็ต้องรู้วิธีที่จะปรับตัวเข้าหากัน #เล็กเล็กน้อยน้อยเราก็ยอมอภัยใจจริงน่ะกลัวเป็นโสด

#HRTheNextGen ผู้หวงความโสด